ประวัติศาสตร์ ที่มาความสำคัญของการจัดตั้งหอนาฬิกา

ประวัติศาสตร์   ที่มาของหอนาฬิกาในสมัยก่อนนั้นเราจะรู้จักกำหนดเวลา โดยการสังเกตในการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติกันอย่างคราว ๆ ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนฤดูร้อนและฤดูหนาว เป็นต้นต่อมามีการต้องการกำหนดเวลาให้ชัดเจนยิ่งขึ้นและแม่นยำเมื่อคืนจึงเริ่มมีการสมมติชั่วโมงขึ้นมาด้วยจะแบ่งระยะเวลาเป็นแค่ 1 วันออกมา 24 ชั่วโมง โดยจะแบ่งกลางวันถึง 2 ชั่วโมงกลางคืน 12 ชั่วโมง

โดยให้นับเวลาจากการขึ้นและการตกของพระอาทิตย์ มีการผลิตนาฬิกาที่วัดด้วยเงา วัดชั้นฉาย นาฬิกาแดด นาฬิกาทราย  เพื่อเป็นการกำหนดเวลาภายในคืน 4 แต่ก็ยังมีการพบข้อบกพร่องของเครื่องบอกเวลาเหล่านั้น และไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาได้แต่ละวันให้ตรงกันจนกระทั่งมีนักดาราศาสตร์ได้กำหนดให้ 1 ชั่วโมงยาวเท่ากัน ทั้งหมดใน 1 วัน และตลอดทั้งปีอีกทั้งยังแบ่งเวลา 1 ชั่วโมง ให้ออกมา 60 นาทีอีกด้วยจนในที่สุดสามารถที่จะประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือที่ จะนำมาบอกเวลาให้ตรงตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องอิงปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั่นก็คือนาฬิกากลแต่เดิมมักใช้นาฬิกากลในโบสถ์เท่านั้น เพื่อเป็นการประกอบพิธีทางศาสนา ในการบอกเวลาสำหรับบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมพิธีในโบสถ์และโตมานักประดิษฐ์ ประวัติศาสตร์ ได้ลดขนาดของนาฬิกาให้อยู่ในรูปแบบของนาฬิกาพกสามารถพกติดตัวไปในทุกที่ จนนำไปสู่การพัฒนาออกแบบนาฬิกาในรูปแบบอื่น ๆ ของดิจิตอลอีกมากมายและ ด้วยความคิดเรื่องราวของชาวสยาม ในสมัยแบบจารีตแต่ก่อนมีความผูกพันและความเชื่อของเรื่องจักรวาลวิทยา เชื่อกันว่าการเวียนว่ายตายเกิดในภพต่าง ๆ การนับชาติมาเกิดจนกว่าจะบรรลุนิพพานซึ่งมีความหมายของเวลาอาจจะแบ่งได้ทั้ง 2 ระดับนั่น คือ เวลาของมนุษย์ในเวลาของสังคมโดยส่วนใหญ่จะมีอายุไขไม่เกิน 100 ปี ในทางของพระพุทธศาสนามีการเชื่อกันมา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนแต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน สิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ตั้งอยู่และมักจะดับลงไป 

ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ การเริ่มต้นทำนาฬิกากล

จากการเรียนรู้และการนำไปลาด้วยความเข้าใจของตัวเองและการนำจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติประวัติศาสตร์ คือ การนำวัตถุอย่างกะลามาใช้จับเวลาหรือการตั้งหน่วยนับเวลาตามเสียงของอุปกรณ์ที่ใช้ บอกเวลาซึ่งด้วยแบตเตอรี่นี้ถูกถ่ายทอด และปฏิบัติตามกันในสังคมสยามจนกระทั่งการนำเข้านาฬิกากลซึ่งได้นับว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ประกอบใหม่ ทรรศน์ ในแบบของสาลี่ของชาวสยาม เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการกำหนดเวลา  เพื่อต้องเข้าใจตรงกันนั่นก็ คือ การเรียกแบบมุมและแบบทุ่มครึ่งถึงเป็นความสัมพันธ์ที่ใช้แบ่งภาษาภาคในเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากันอย่างชัดเจน 

โดยใช้คำว่า โมง มาจากเสียงของคนเป็นอุปกรณ์สัญญาณและบอกเวลาตอนกลางวันส่วนคำว่า ทุ่ม เรียกน้ำเสียงของโมงเรียกจากเสียงของฆ้องเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ดีแล้วบอกสัญลักษณ์ในเวลาส่วนคำว่า ทุ่ม  เรียบจากเสียงกลอง  เป็นอุปกรณ์บอกเวลาในตอนกลางคืนโดยพระองค์ทรงเห็นความสำคัญ ในการเรียกระบบเวลาเช่นนี้มาก ๆ ทรงออกประกาศและเตือนสติเรื่องว่าทุ่มโมง และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรื่องทุ่มยาม ให้ประชาชนมีความเข้าใจง่ายขึ้นและใช้เรียกเวลาในแต่ละช่วงให้ถูกต้อง วิธีการลับในแบบจารีตของสังคมสยามที่พบหลักฐานเก่ามากที่สุดในการใช้กะลาจับเวลา ซึ่งคำว่ากะลาพูดมากและมีความหมายเดียวกันกับนาฬิกาประวัติศาสตร์ ในเอกสารวชิรญาณวิเศษอธิบายได้ว่านาฬิกาเป็นภาษามคธ หมายถึงมะพร้าวซึ่งเป็นคำศัพท์ที่เรียกเพี้ยนกันมาจากนาฬิกาอีกทีนึง กระบวนการสร้างภาพลักษณ์ศิวิไลสถาปัตยกรรม ในรูปแบบของชาวตะวันตกประเภทของสูงนั่นก็ คือ การแสดงให้ชาติตะวันตกได้เห็นว่าสยามมีความรุ่งเรืองเช่นเดียวกับชาติตะวันตกจะมีการสร้างความสูง ก็สามารถที่จะตอบสนองบทบาทและหน้าที่การใช้งานที่ถูกสร้างขึ้นเองเพื่อรับรองกิจกรรม แบบใหม่ในสังคมของสยามได้เป็นอย่างนี้อีกทั้งหัวสูงนี้ เป็นสิ่งรับรองแนวคิดและความเชื่อของชนชั้นสยามที่มีต่อองค์ความรู้จารีตและองค์ความรู้แบบชาติตะวันตก

สามารถติดตามข่าวสารสาระดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ คลิก>>> elene-dee